วันจันทร์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เงินอาณาจักรทวารวดี(พุทธศตวรรษที่ 12-16)

  อาณาจักรทวารวดีบางครั้งเรียกกันว่าอาณาจักรมอญโบราณ ก่อกำเนิดขึ้นเมื่ออาณาจักรฟูนันล่มสลายลง ในพุทธศตวรรษที่ 11-12 นั้น ทำให้ดินแดนในอำนาจปกครองแตกแยกออกเป็นหลายอาณาจักร ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาบริเวณภาคกลาง ได้แก่ เมืองนครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี เป็นต้น ได้กลายเป็นเมืองสำคัญขึ้นมา และได้รวมกันเป็นอาณาจักร ที่มีชื่อว่า ทวารวดี


ทวารวดี เป็นคำภาษาสันสกฤตมาจากคำว่าโถโลโปตี (to-lo-po-ti) ที่มีอ้างอยู่ในบันทึกของภิกษุจีนเฮี้ยนจัง(Hiuan -tsang) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ กล่าวว่า โถโลโปติ เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ระหว่างอาณาจักรศรีเกษตร (พม่า) และอาณาจักรอิศานปุระ (กัมพูชา) อาณาจักรทวารวดี เป็นที่น่าเชื่อถือขึ้นเมื่อมีการค้นพบเหรียญเงิน ๒ เหรียญ มีจารึกภาษาสันสกฤตอายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ จากเมืองนครปฐมโบราณ มีข้อความว่า ศรีทวารวดีศวรปุณยะ ซึ่งแปลได้ว่า บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี หรือ บุญของผู้เป็นเจ้าแห่ง(ศรี)ทวารวดี หรือ พระเจ้าศรีทวารวดีผู้มีบุญอันประเสริฐ อาณาจักรทวารวดีจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีอยู่จริง และยังเชื่อกันอีกด้วยว่าเมืองนครปฐมโบราณน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงของอาณาจักร
เงินตราทวารวดีมีลักษณะเป็นเหรียญกลมมีทั้งชนิดเนื้อทองคำและเนื้อเงิน มีหลายรูปแบบและขนาด ส่วนมากประทับตราสังข์ล้อมด้วยจุดไข่ปลา อีกด้านหนึ่งเป็นรูปปราสาท มีวัชระหรือศรีวัตสะอยู่ภายใน ประกอบด้วยแส้และขอช้างที่ด้านข้าง มีพระอาทิตย์ พระจันทร์อยู่ด้านบน มีปลาหรือน้ำอยู่ด้านล่าง มีเหรียญอีกกลุ่มหนึ่งทีเป็นรูปหม้อน้ำ รูปแม่โคและลูกโค ด้านหลังมีข้อความเป็นอักษรสันสกฤตโบราณว่า ศรีทวารวดี ศวรปุณยะ แปลว่าบุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี และบางเหรียญมีข้อความว่า ศรี สุจริตวิกรานต์ แปลว่าวีรบุรุษผู้สุจริตอยู่ด้านหนึ่งบางเหรียญ เป็นสัญลักษณ์ที่เกี่ยวกับศาสนาพุทธ ได้แก่ ธรรมจักร กวาง  เป็นต้น ส่วนมากขุดพบที่จังหวัดนครปฐม สุพรรณบุรี ชัยนาท

วันจันทร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2555

เงินตราอาณาจักรฟูนัน (พุทธศตวรรษที่ 6-12)

      อาณาจักรฟูนันเป็นอาณาจักรเเรกๆที่เป็นที่รู้จักกันดีในดินแดนแถบสุวรรณภูมิ เจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 6-12 ครอบคลุมดินแดนบริเวณลุ่มแม่น้ำโขงตอนล่าง ปัจจุบันเป็นที่ตั้งประเทศกัมพูชา เวียดนามตอนใต้ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย ลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ภาคใต้ของไทย ลงมาถึงแหลมมลายูและบางส่วนของประเทศพม่า
อาณาจักรนี้ก่อตั้งโดยพราหมณ์ชาวอินเดียชื่อโกณทินยะซึ่งได้สมรสกับสตรีชั้นปกครองของฟูนันแล้วสถาปนาอาณาจักรฟูนันขึ้นอย่างเป็นทางการ  ในประวัติศาสตร์โบราณคดีของเขมรได้บันทึกไว้ว่า ฟูนัน คืออาณาจักรเขมรยุคแรกหรือขอมโบราณนั่นเอง มีราชธานีนามว่า“วยาธปุระ” ใกล้เขาบาพนมในประเทศกัมพูชา ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์  ผู้เชี่ยวชาญและศึกษาประวัติศาสตร์ของอาณาจักรในแถบดินแดนอุษาคเนย์ เคยให้ความเห็นว่า คำว่าฟูนันน่าจะมาจากคำว่าพนมซึ่งแปลว่าภูเขา อาณาจักรฟูนันแห่งนี้มีความเจริญสูงสุดในพุทธศตวรรษที่ ๙ แล้วเริ่มเสื่อมในพุทธศตวรรษที่ ๑๐กษัตริย์องค์สุดท้ายคือรุทรวรมัน ต่อมาอาณาจักรแห่งนี้ได้ตกเป็นเมืองขึ้นของอาณาจักรเจนละซึ่งเป็นรัฐหนึ่งของอาณาจักรฟูนันเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑ จากนั้นอาณาจักรฟูนัน ก็เสื่อมไป
  เงินตราของอาณาจักรฟูนันเป็นเหรียญมีลักษณะกลมมีสัญลักษณ์เกี่ยวกับกษัตริย์ การปกครอง และศาสนาพราหมณ์ เหรียญที่ค้นพบส่วนใหญ่มีสองขนาดคือ ขนาดใหญ่ น้ำหนักประมาณ 6-10 กรัม และขนาดเล็กน้ำหนักประมาณ 1.5-2.5 กรัม เหรียญเงินฟูนันสร้างได้สวยงามและมีความหมายในเชิงสัญลักษณ์ ของความเชื่อและสาสนาพราหมณ์
ลวดลายของเหรียญที่พบด้านหนึ่งเป็นรูปพระอาทิตย์ครึ่งดวงแผ่รัศมี มีจุดไข่ปลาเรียงกัน 2 แถว อีกด้านมีสัญลักษณ์บัลลังก์หรือปราสาทภายในมีศรีวัตสะซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของพระนารายณ์บางครั้งเรียกกันว่าขนหน้าอกพระนารายณ์(เป็นเทพเจ้าหนึ่งในสามองค์ที่ศาสนาพราหมณ์เคารพสูงสุดคือพระพรหม พระนารายณ์หรือพระวิษณุ และพระอิศวรหรือพระศิวะ)อยู่ตรงกลาง ข้างหนึ่งของศรีวัตสะเป็นกลองบัณเฑาะว์หมายถึงกลองเล็กชนิดหนึ่งที่พราหมณ์ใช้ในพิธีต่างๆเป็นสัญลักษณ์ของพระอิศวรหรือพระศิวะโดยบัณเฑาะว์จะผูกติดอยู่กับที่ปลายตรีศูลของพระศิวะ ถ้าเขย่าเบาๆจะดัง ไปทั่วจักรวาลเทพทั้งหลายต้องมาชุมนุมกัน หากเขย่าไปเรื่อยๆด้วยจังหวะจะโคลนที่เหมาะสม จะทำให้ผู้ฟังบังเกิดสมาธิ นำเข้าสู่ฌานสมาบัติได้ เป็นพลัง อำนาจ บารมี ก่อให้เกิดปัญญา อีกข้างหนึ่งเป็นเครื่องหมายสวัสดิกะซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความโชคดีเป็นเส้นตรงกากบาททับกันตรงกลางปลายเส้นหักมุมเก้าสิบองศา วนไปทางขวามือเป็นสัญลักษณ์แห่งโภคทรัพย์สวัสดิภาพ ซึ่งเป็นพรอันประเสริฐของมหาพรหมเทพครั้งหนึ่งเคยใช้เป็นสัญลักษณ์ของนาซีเยอรมันนี ส่วนบนสุดของเหรียญเป็นรูปดวงอาทิตย์และดวงจันทร์เปรียบให้เห็นว่าในโลกมีทั้งกลางวันและกลางคืน  

     ลวดลายที่ปรากฏบนเหรียญแสดงให้เห็นถึงคติความเชื่อทางศาสนาพราหมณ์ของชาวอินเดียโบราณที่อาณาจักรฟูนันรับวัฒนธรรมและความเชื่อมาอีกทอดหนึ่ง เหรียญของอาณาจักรฟูนันจะค่อนข้างมีความเหมือนกับเหรียญเงินของอาณาจักรศรีเกษตร เนื่องจากเจริญรุ่งเรืองอยูในช่วงเวลาเดียวกัน จึงอาจรับวัฒนธรรมและความเชื่อต่อกันมา วิธีการผลิตใช้หล่อด้วยแม่พิมพ์ดินเผาหรือแม่พิมพ์หิน โดยสมัยแรกๆมีเฉพาะขนาดใหญ่ เมื่อต้องการใช้เงินปลีกก็แบ่งเหรียญออกเป็นส่วนๆเช่น 2 ส่วน 4 ส่วน 8 ส่วนและ 16 ส่วนต่อมาจึงทำเงินขนาดเล็กขึ้นมาใช้
เหรียญเงินของฟูนันนี้ส่วนมากขุดพบที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี จึงเข้าใจว่า อำเภออู่ทองคงจะเป็นเมืองท่าสำคัญในสมัยนั้น นอกจากนี้ยังขุดพบเหรียญเงินที่กล่าว กระจายอยู่ในจังหวัดต่างๆ เช่น ชลบุรี ชัยนาท ลพบุรี สวรรคโลก พิจิตร นครศรีธรรมราช ตลอดจนบางส่วนของประเทศพม่า รวมทั้งบางส่วนของเวียดนามด้วย โดยพบว่าเหรียญเงินที่ขุดพบในไทยส่วนมากจะมีสภาพผุกร่อนเนื่องจากผสมโลหะชนิดอื่นเช่น ดีบุก ตะกั่ว ทองแดงในส่วนผสมของโลหะเงินด้วย ส่วนที่ขุดพบในประเทศพม่าจะมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ซึ่งอาจจะมาจากใช้โลหะเงินที่บริสุทธิ์มากกว่า นับเป็นเหรียญเงินโบราณที่น่าสนใจและสามารถบ่งบอกประวัติศาสตร์ ความเชื่อ ศาสนา ของคนในยุคนั้นได้เป็นอย่างดี





เงินตราอาณาจักรศรีเกษตร (พุทธศตวรรษที่ 4-13)



           อาณาจักรศรีเกษตรเป็นอาณาจักรโบราณของชาวปะยูหรือผิว เป็นอาณาจักรเก่าแก่ที่เจริญรุ่งเรืองในช่วงเดียวกันกับอาณาจักรฟูนัน แต่เป็นที่รู้จักกันน้อยเนื่องจากมีอาณาเขตที่ไม่กว้างขวางมากนัก ศูนย์กลางของอาณาจักรอยู่ที่เมืองศรีเกษตร ปัจจุบันคือเมืองเมืองฮมอซา (Hmawza) ซึ่งอยู่ห่างจากเมืองแปร (Prome) ไปทางใต้ 6 ไมล์ มีอาณาบริเวณครอบคลุมบริเวณลุ่มแม่น้ำอิระวดีในภาคกลาง และภาคใต้ ของประเทศพม่าในปัจจุบัน ชนชาติปะยู นับถือพระพุทธศาสนา ได้รับความเจริญทางอักษรศาสตร์จากอินเดีย ชนชาติปะยูมีเชื้อสายเดียวกับพม่าโดยอพยพลงมาจากทิเบตและทางตอนใต้ของจีน ในยุคที่รุ่งเรือง อาณาจักรนี้มีอำนาจปกครอง เกือบตลอดแหลมมลายู จากนั้นถูกชนชาติมอญและอาณาจักรน่านเจ้ารุกรานและเริ่มเสื่อมถอยลงเรื่อยๆ หลังจากนั้นก็ตกอยู่ในอำนาจของชนชาติพม่า ซึ่งก็คืออาณาจักรพุกามนั่นเอง

           เงินตราของอาณาจักรศรีเกษตร ทำจากโลหะเงิน มีสองขนาดคือ ขนาดใหญ่และขนาดเล็ก ช่วงแรกของการสร้างเหรียญชาวปะยูคงนับถือศาสนาพราหมณ์เหมือนกับอาณาจักรอื่นๆในบริเวณใกล้เคียงกัน ต่อมาจึงหันมานับถือศาสนาพุทธ เห็นได้จากเหรียญที่ผลิตขึ้นจะมีรูปเคารพในศาสนาพราหมณ์ การผลิตเหรียญใช้วิธีตอกตรา โดยตัดแผ่นเงินตามน้ำหนักแล้วสอดวางไว้บนทั่งที่มีแม่พิมพ์ด้านล่างและตอกแม่ตราด้านบนด้วยค้อน แผ่นโลหะเงินจะประทับติดรูปจากแม่พิมพ์ทั้งสองด้าน การผลิตเหรียญแบบนี้ทำให้เหรียญของชาวศรีเกษตรมีลักษณะโค้งงอคล้ายกับกระทะ เงินตราศรีเกษตรมีลักษณะเป็นเหรียญเงินกลม ด้านหนึ่งเป็นรูปภัทรบิฐหรือบัลลังก์(บางเอกสารบอกว่าเป็นกลองพราหมณ์)ภายในกรอบที่ล้อมด้วยจุดไข่ปลา อีกด้านหนึ่งเป็นรูปปราสาทมีรูปสังข์หรือรูปศิวะลึงค์อยู่ภายในศิวะลึงค์นั้นเป็นรูปเคารพแทนองค์พระศิวะ ซึ่งทำให้สันนิษฐานได้ว่าคนในอาณาจักรศรีเกษตรสมัยแรกเริ่มนั้นน่าจะนับถือศาสนาพราหมณ์ไศวะนิกาย ซึ่งนับถือพระศิวะเป็นเทพเจ้าสูงสุด ตัวปราสาทเปรียบเสมือนเขาพระสุเมรุหรือเขาไกรลาสอันเป็นสถิตของพระศิวะ ด้านล่างเป็นพื้นน้ำซึ่งเปรียบเมือนมหานทีสีทันดร ซึ่งอยู่ล้อมรอบเขาพระสุเมรุ ด้านซ้ายขนาบด้วยวิวัชระ(อาวุธมีปลายแหลมทั้งสองด้าน)ซึ่งเป็นอาวุธของพระอินทร์ที่เป็นหัวหน้าของเทวดาทั้งปวงเป็นสิ่งแทนเทพแห่งการต่อสู้หรือเรียกง่ายๆว่าฝ่ายบู๊นั่นเอง ด้านขวาขนาบด้วยหอยสังข์ซึ่งเป็นอาวุธของพระพิฆเณศโอรสของพระศิวะเป็นเทพแห่งการสร้างสรรค์ศิลปะหรือเรียกง่ายๆว่าฝ่ายบุ๋น ด้านบนเป็นพระอาทิตย์และพระจันทร์เปรียบให้เห็นว่าในโลกมีทั้งกลางวันและกลางคืน เห็นมั้ยล่ะครับว่าเหรียญเงินของศรีเกษตรแสดงให้เห็นถึงงานฝีมือและศิลปวัฒนธรรมที่สะท้อนความเชื่อของผู้คนได้เป็นอย่างดี








เงินตราในสุวรรณภูมิ

สุวรรณภูมิซึ่งเป็นดินแดนที่เริ่มปรากฏเป็นที่รู้จักในคัมภีร์พระพุทธศาสนา
ในสมัยที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระธรรมทูตคือพระโสณะและพระอุตตระ มาเผยแผ่ศาสนาพุทธยังดินแดนแห่งนี้ คำว่าสุวรรณภูมิมีความหมายว่า "แผ่นดินทอง" หมายถึงดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งเป็นแผ่นดินที่เป็นประเทศปัจจุบันได้แก่ พม่า ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ดินแดนแห่งนี้มีอาณาจักรโบราณต่างๆก่อร่างสร้างตัวขึ้นมากมาย เนื่องจากเป็นดินแดนที่มีความอุดมสมบูรณ์ทั้งเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ดินก็อุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก น้ำซึ่งเป็นหัวใจหลักในการทำเกษตรก็มีมากเหลือล้นก่อเกิดเป็นแม่น้ำสายสำคัญต่างๆ ผู้คนจึงอพยพย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่อาศัยเป็นจำนวนมาก ก่อเกิดเป็นชุมชน เป็นอาณาจักรน้อยใหญ่ซึ่งส่วนมากจะก่อสร้างบ้านเมืองอยู่ใกล้กับแหล่งน้ำ อาทิเช่น อาณาจักรฟูนัน  อาณาจักรศรีเกษตร อาณาจักรเจนละ อาณาจักรทวารวดี อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรสุโขทัย อาณาจักรล้านนา อาณาจักรล้านช้าง ฯลฯ ซึ่งดินแดนเหล่านี้ได้สั่งสมอารยะธรรมสืบทอดกันมาหลายพันปี เมื่ออาณาจักรใดเริ่มอ่อนแอก็จะล่มสลายไป และมีอาณาจักรใหม่ที่แข็งแกร่งกว่าเจริญรุ่งเรืองขึ้นมาทดแทน บางครั้งอาณาจักรใหม่ที่เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาก็รับเอาวัฒนธรรมของอาณาจักรก่อนๆเข้ามาผสมผสานกับวัฒนธรรมของตัวเอง เกิดเป็นรูปแบบวัฒนธรรมแบบผสมผสานแต่ก็ยังคงอัตลักษณ์วัฒนธรรมของตัวเองเอาไว้ได้อย่างเหมาะสม  รูปลักษณะของเงินตราที่แต่ละอาณาจักรผลิตขึ้นมาเพื่อเป็นสื่อกลางในการซื้อขายแลกเปลี่ยนสินค้า ภายในอาณาจักเองหรือค้าขายระหว่างอาณาจักร ก็จะมีรูปลักษณะที่แตกต่างกันไปแต่ในความต่างก็จะมีความเหมือนที่สอดแทรกเอาไว้ในเงินตราที่ผลิตขึ้นตามคติความเชื่อทางศาสนาที่สืบทอดและรับต่อกันมา ในรูปแบบที่เป็นสัญลักษณ์ ก่อให้เกิดศิลปะในการสร้างเหรียญกษาปณ์ของอาณาจักรในดินแดนสุวรรณภูมิขึ้นมา


วันศุกร์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

วิวัฒนาการเงินตรา

               มนุษย์เป็นสัตว์สังคมที่อาศัยอยู่รวมกันเป็นกลุ่ม มีการติดต่อสื่อสารระหว่างกลุ่มมนุษย์ด้วยกันเอง โดยอาศัยเสียง พฤติกรรมที่แสดงออกตลอดจนสัญลักษณ์ที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้นในรูปของตัวอักษร นอกจากนี้แล้วยังรู้จักการแลกเปลี่ยนสิ่งของระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นของกินของใช้ โดยเริ่มแรกเป็นการแลกเปลี่ยนสิ่งของกับสิ่งของ ต่อมาเริ่มรู้จักผลิตวัตถุที่เป็นสื่อในการแลกเปลี่ยนซื้อขายสินค้าระหว่างกัน ที่เรียกกันว่า เงินที่เรียกว่าเงินก็เนื่องมาจากส่วนใหญ่ผลิตมาจากแร่โลหะเงิน การยอมรับโลหะเงินว่าเป็นสื่อกลาง ในการซื้อขายแลกเปลี่ยนอย่างกว้างขวางในสังคมต่างๆนี้ มีผลช่วยให้การแลกเปลี่ยนสินค้า กระทำกันได้กว้างขวางมากขึ้น การค้าระหว่างหมู่บ้านและเมืองต่างๆ จึงเจริญขึ้น ก่อเกิดเป็นชุมชนขนาดใหญ่ เป็นอาณาจักร แว่นแคว้นขึ้นมา โดยเงินตรายุคแรกเริ่มนั้นก็ใช้ก้อนโลหะเงินเป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยน ราคาจะมากจะน้อยก็เทียบกับน้ำหนักของโลหะเงินนั้น ต่อมาจึงรู้จักทำสัญลักษณ์บนตัวโลหะเงินจึงทำให้ก้อนโละเปลี่ยนไปเป็นเหรียญกษาปณ์ โดยเหรียญกษาปณ์รุ่นแรกๆของโลกจากที่มีการขุดค้นพบเป็นเหรียญกษาปณ์ของชาวลิเดียซึ่งเป็นอาณาจักรโบราณเมื่อ 2,700 ปีที่แล้ว มีที่ตั้งอยู่ในประเทศตูรกีในปัจจุบัน ชาวลิเดียได้นำโลหะเงินผสมทองคำที่ได้จากธรรมชาติมาตัดแบ่งตามขนาดและน้ำหนักตามมาตรฐานของทางราชการ แล้วประทับตราของกษัตริย์ลิเดียลงไปเพื่อรับรองหรือยืนยันในความเป็นมาตรฐานของก้อนเงินนั้น นอกจากนี้ก็มีการผลิตเหรียญกษาปณ์เงินและเหรียญกษาปณ์ทองออกมาใช้ด้วย การผลิตเหรียญกษาปณ์ของชาวลิเดียนได้กลายมาเป็นต้นแบบในการผลิตเหรียญกษาปณ์ของอาณาจักรอื่นๆในเวลาต่อมา

                                             เหรียญกษาปณ์ชาวลิเดียนตรารูปหัวสิงโต

                ชาวกรีกนับเป็นพวกที่มีวิทยาการค่อนข้างก้าวหน้า และเป็นปฐมบทของนักปราชญ์คนสำคัญของโลกหลายคน เป็นพวกแรกๆที่นำระบบการผลิตเหรียญของชาวลิเดียมาใช้ โดยมีเหมืองแร่เงินขนาดใหญ่เป็นของตนเองจึงสามารถผลิตเหรียญกษาปณ์เงินได้เป็นจำนวนมาก ประกอบกับการค้าได้เจริญเติบโตเป็นอย่างมาก พวกพ่อค้าก็นำเงินตราของตนเองเดินทางไปค้าขายยังเมืองท่าต่างๆทำให้ระบบการผลิตเหรียญทั้งรูปลักษณ์พิกัดราคาได้แพร่หลายออกไป

                            เหรียญกษาปณ์ของชาวกรีก มักมีรูปเคารพของเทพเจ้า

                ต่อมาชาวโรมันซึ่งเป็นชนชาติที่ได้ชื่อว่าเชี่ยวชาญในการรบและการค้าได้นำระบบการผลิตเหรียญกษาปณ์มาใช้ยังอาณาจักรของตนประกอบกับการที่อาณาจักรโรมันได้แผ่ขยายอิทธิพลจนมีอาณาเขตกว้างขวางทั้งในยุโรป แอฟริกาเหนือและ เอเชีย ระบบการผลิตเหรียญที่เป็นแบบแผนเดียวกันนี้จึงได้แพร่กระจายออกไปอย่างกว้างขวาง เหรียญของชาวโรมันจะมีรูปของกษัตริย์ทรงเครื่องเเบบนักรบ  ซึ่งบ่งบอกถึงความเป็นชนชาติเเห่งนักรบ



                                                             เหรียญกษาปณ์ชาวโรมัน


ในอินเดียเองในสมัยพุทธกาลก็ยังมีบันทึกถึงการใช้เหรียญกษาปณ์ที่สมัยนั้นเรียกกันว่า เงินกหาปณะซึ่งเป็นที่มาของคำว่า กษาปณ์ในปัจจุบัน ตามจารึกพุทธศาสนาเคยบันทึกไว้ว่าเมื่อคราวที่อนาถบิณฑิกเศรษฐีจะสร้างเวฬุวันมหาวิหารถวายพระพุทธเจ้านั้น ได้ใช้เงินกหาปณะจำนวนมากในการซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดโดยเงินที่ใช้ซื้อที่ดินจะเท่ากับเงินกหาปณะที่ปูเต็มพื้นที่ที่ต้องการสร้างวัด เงินกหาปณะมีรูปร่างทั้งกลมและสี่เหลี่ยม โดยมีการตัดโลหะเงินให้ได้ตามขนาดที่ต้องการแล้วประทับตราของเมืองหรือแว่นแคว้นนั้น เงินกหาปณะนี้ใช้ต่อเนื่องมาจนถึงสมัยของพระเจ้าอโศกมหาราชผู้ซึ่งอุปถัมภ์ค้ำชูพุทธศาสนาเป็นอย่างที่สุดจนทำให้ศาสนาพุทธเจริญถึงขีดสุดและสามารถเผยแผ่ไปยังที่อื่นๆทั่วโลก



                                         เงินกหาปณะในสมัยพุทธกาลรูปร่างกลม

                                            เงินกหาปณะในสมัยพุทธกาลรูปร่างสี่เหลี่ยม

ในสมัยของพระเจ้ากนิษกะแห่งราชวงศ์กุษาณะ ผู้ซึ่งได้ชื่อว่าพระเจ้าอโศกมหาราชองค์ที่ 2 พระองค์ได้ทรงทำนุบำรุงพุทธศาสนาเป็นอย่างดี มีการสร้างพระพุทธรูปและเงินตราต่างๆที่มีรูปของพระพุทธเจ้าอยู่บนเหรียญ
                                                            เหรียญทองแดงที่มีรูปพระพุทธเจ้า


                                              เหรียญทองแดงที่มีรูปของพระเจ้ากนิษกะ